ก่อกำเนิด HR รุ่นใหม่

ทำงานอย่างไรให้มีความสุข

วันนี้ผู้เขียนมีสองแนวคิดที่จะทำให้เรามีความสุขกับการทำงานได้มากขึ้นอยากจะมาเล่าให้ฟังค่ะ

การทำงานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่สำคัญ คนเราใช้เวลาถึงอย่างน้อยหนึ่งในสามกับการทำงาน ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่คนส่วนใหญ่จะผูกความเป็นตัวตนหรือแม้กระทั่งคุณค่าของตัวเองเข้ากับงาน โดยเฉพาะกับผลลัพธ์ที่ได้ เช่น ยอดขายหรือคะแนนความพึงพอใจจากลูกค้า ซึ่งเปรียบเสมือนดาบสองคม เพราะถ้าหากผลออกมาดี เราก็จะเห็นว่าตัวเองนั้นเก่งและมีความสามารถ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ทำไม่ได้ตามเป้า หรือได้คะแนนประเมินจากลูกค้าต่ำ เราก็จะมองตัวเองว่าไม่เก่ง ไม่ดีพอ และสูญเสียความมั่นใจได้ง่าย ๆ และหากได้ผลลัพธ์ที่ไม่ดีเข้าบ่อยครั้ง เราก็อาจจะเริ่มรู้สึกไม่สนุกกับงาน จนส่งผลให้ disengage และลาออกในที่สุด

แต่ถึงจะได้งานใหม่ เชื่อว่าเราก็คงยังต้องเจอกับผลลัพธ์ที่ไม่เป็นไปตามที่หวังไว้อยู่ดี เพราะอย่าลืมว่ายังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของเรา ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของหน่วยงานอื่น หรือความชอบที่แตกต่างของลูกค้าแต่ละคน เพราะฉะนั้น เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่ามีแนวคิดอะไรบ้างที่สามารถทำให้เราสนุกกับการทำงาน โดยเริ่มได้จากตัวเราเอง

1. Optimalist

หนึ่งสิ่งที่พบได้บ่อยในคนที่มักจะรู้สึกสิ้นหวังกับความล้มเหลว คือแนวโน้มของ perfectionism หรือความคลั่งไคล้ในความสมบูรณ์แบบ คนที่เป็น perfectionist จะชอบตั้งเป้าหมายที่สูงให้กับตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริง ไม่ยอมให้เกิดข้อผิดพลาดแม้แต่น้อย ยึดติดกับการได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และมักจะโทษตัวเองหากผลไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจเอาไว้ พอเจอกับความล้มเหลว perfectionist ก็จะกลัวและไม่กล้าที่จะลองใหม่อีก

แต่เมื่อเรารู้อยู่แล้วว่าไม่ใช่ทุกสิ่งที่จะควบคุมได้ สิ่งแรกที่เราควรทำก็คือการยอมรับความเป็นจริงนี้ ไม่เอาตัวเองไปยึดติดกับผลลัพธ์จนมากเกินไป และปรับมามี mindset แบบ optimalist แทน คนที่เป็น optimalist จะไม่กลัวและยอมรับว่าความล้มเหลวเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และถือว่าเป็นโอกาสสำหรับการพัฒนาตนเอง

Optimalist มีเป้าหมายสูงเช่นเดียวกับ perfectionist แต่เป็นเป้าหมายที่อยู่ในขอบเขตของความเป็นจริง และถึงแม้จะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด optimalist จะไม่รู้สึกท้อแท้หรือยอมแพ้ เพราะคนเหล่านี้ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ระหว่างทางมากกว่าตัวปลายทางเอง ฉะนั้นแทนที่จะคิดแต่ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด มันจะดีต่อตัวเรามากกว่าถ้าเกิดคิดแค่ว่าจะทำให้ดีที่สุด โดยไม่ต้องสนว่าผลที่ตามมาจะออกมาเป็นอย่างไร ถ้าออกมาดีก็ให้ฉลองความพยายามของเรา แต่ถ้าออกมาไม่ดีก็ให้เรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น

2. Own value

มีใครเคยรู้สึกท้อแท้หรือน้อยใจตัวเองเวลาที่เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นมั้ยคะ โดยเฉพาะกับเพื่อนร่วมงานที่เราเห็นว่าเก่ง “อยากเก่งอย่างเค้าจัง อยากทำได้อย่างนั้นบ้างจัง” ซึ่งจริง ๆ การเปรียบเทียบเป็นเรื่องปกติ และไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดีเสมอไป เพราะมันสามารถให้แนวทางและเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาตนเอง แต่ถ้าเปรียบเทียบกับคนอื่นเพราะอยากเป็นเหมือนคนคนนั้นให้ได้ 100% และประเมินค่าของตัวเองตามมาตรฐานของเขา การเปรียบเทียบก็จะกลายเป็นแรงกดดันที่ตามหลอกหลอนเราไปตลอด เพราะไม่ว่าจะพยายามยังไง ก็ไม่มีใครสามารถเป็นเหมือนกันได้โดยสมบูรณ์แบบ โดยคนแต่ละคนก็จะมีประสบการณ์ จุดแข็ง จุดอ่อน และความถนัดที่แตกต่างกันออกไป

แทนที่จะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบและเลียนแบบคนอื่น เราควรดูว่าเราสามารถสร้างคุณค่าในแบบของตัวเราได้อย่างไรบ้าง ซึ่งทำได้โดยการทำความรู้จักและทบทวนตนเอง เช่นว่าเราถนัดอะไร หลงใหลในเรื่องใด  หรือเราให้ความสำคัญกับอะไรบ้าง และสร้างเป็นสไตล์การทำงานที่เหมาะกับตัวเอง ยกตัวอย่างงานการสอน ในขณะที่อาจารย์บางคนถนัดการยกตัวอย่างเชิงปฏิบัติ และดึงความสนใจผู้เรียนด้วยตัวอย่างที่เข้าถึงได้ง่าย ยังมีอาจารย์อีกสไตล์ที่ชอบอ่านงานวิจัย และมีวิธีการดึงความสนใจของผู้เรียนด้วยการเล่าถึงทฤษฎีที่แปลกใหม่ เป็นต้น

ในการทำงาน ถึงแม้คำว่า ‘คุณค่า’ ไม่ว่าของสินค้าหรือการบริการ จะถูกตัดสินด้วยมาตรฐานของลูกค้าเป็นหลัก แต่ก็อย่าลืมว่าเราไม่สามารถเอาใจได้ทุกคน เนื่องจากความต้องการที่แตกต่าง ขอเพียงแต่เราพยายามทำความเข้าใจความต้องการนั้น ๆ ดูว่าเราสามารถตอบโจทย์ในแบบของเราได้ยังไง และส่งมอบคุณค่าด้วยความปรารถนาดี เพียงแค่นี้ นอกจากเราจะช่วยเติมเต็มคุณค่าที่ไม่เหมือนใครแล้ว เรายังสามารถเพิ่มพลังความคิดสร้างสรรค์ให้กับผลงาน และยังมีความสุขกับการทำงานได้มากขึ้นด้วย

แต่ทั้งนี้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนเราจะเปลี่ยนความคิดได้ทันที เราจะต้องอาศัยการเปิดใจ และวินัยในการทบทวนตนเองอยู่เรื่อย ๆ

—————————–

หากท่านใดอยากที่จะทำความรู้จักตัวเองให้มากขึ้น หล่อหลอมอัตลักษณ์ และสร้างแนวทางการทำงานในแบบของตัวคุณ โดยเฉพาะในการพัฒนาสู่ความเป็นผู้นำที่มีลักษณะเฉพาะตัว ทาง Asian Identity ได้เปิดคอร์สอบรมแบบออนไลน์ “Identity Leadership Journey” เป็นคอร์สที่จะช่วยให้คุณได้เปิดมุมมองใหม่ ๆ เกี่ยวกับตนเองผ่านการทำกิจกรรม และการเรียนรู้แง่มุมอันหลากหลายจากผู้เข้าร่วมท่านอื่น ๆ (มีทั้งในรูปแบบฟรีเดโมและหลักสูตรออนไลน์เต็มรูปแบบ)

ท่านสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ของ Asian Identity เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคอร์สออนไลน์ได้เลยนะคะ

ข้อมูลคอร์สอบรม Online จากทาง AI: https://asian-identity.com/hr-egg-th/event

 

Credit: Photo by Denys Nevozhai from Unsplash

จบการศึกษาปริญญาโทด้านจิตวิทยาองค์กรจาก University of Kent ประเทศอังกฤษ มีประสบการณ์การทำวิจัยร่วมกับนักจิตวิทยามืออาชีพ ในเรื่องของความเครียดในการทำงาน และการสื่อสารการเปลี่ยนแปลงในองค์กร ได้มาทำงานที่ Asian Identity เนื่องจากมีความสนใจในการนำทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรม และความคิดของมนุษย์มาปรับใช้กับการพัฒนาการทำงาน และบุคลากร

Latest Events

Come Alive: Philosophy [ทำอย่างไรไม่ให้ปรัชญาองค์กรเป็นเพียงแค่คำพูดที่ถูกลืม]

27 April 2021, Online

IDENTITY LEADERSHIP JOURNEY (for JP)

21-22 May 2021, Online

[Full Version] Management Mindset and Action Workshop Module A (for TH)

18 Jun 2021 , Asian Identity Hatch Room

[Full Version] Management Mindset and Action Workshop Module A (for JP)

22 Jun 2021, Asian Identity Hatch Room

IDENTITY LEADERSHIP JOURNEY (for JP)

6-7 Aug 2021, Online

Latest EGG blog

ประโยชน์ของการทำ Data Visualization

REFLECT ไดอารี่ที่มีดีกว่าที่คิด

การสร้างแรงจูงใจ (Motivating People)

ทำงานอย่างไรให้มีความสุข

เรายินดีให้คำปรึกษาเกี่ยวกับงานด้านทรัพยากรบุคคลในอาเซียน
เช่น การพัฒนาบุคลากร และ การบริหารองค์กร เป็นต้น

ติดต่อเรา

หากท่านต้องการสอบถาม ปรึกษา หรือ ต้องการทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการให้คำปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคล และ Workshop ต่าง ๆ กรุณากรอกข้อมูลของท่านลงในแบบฟอร์มสำหรับสอบถาม

ติดต่อทางโทรศัพท์

เราให้บริการในวันธรรมดา 9:00 - 18:00 ตามเวลาในประเทศไทย (หรือเวลา 11:00 - 20:00 ของประเทศญี่ปุ่น)